หมวดหมู่: ข่าวทั่วไป


ทันทีที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแข็งค่าสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง เสียงแห่งความกังวลจากภาคธุรกิจเอกชนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้การส่งออกไทยทำได้ยากขึ้น เพราะราคาสินค้าไทยจะแพงมากกว่าคู่แข่ง โดยสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบมากกว่าอุตสาหกรรม เช่น ข้าวหอมมะลิขณะนี้ที่เงินบาทอยู่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เราส่งออกที่ตันละ 920 เหรียญฯ แต่ปีก่อนค่าเงินบาทอยู่ที่ 34 บาท เราตั้งราคาขายได้ที่ตันละ 800 เหรียญฯ วันนี้ข้าวหอมของกัมพูชาและเวียดนามถูกกว่าเรามาก ลูกค้าจึงเริ่มไปซื้อข้าวจากคู่แข่งแทน”

โดยหากเทียบอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันเปิดทำการวันแรกของปี 2560 นี้ วันที่ 4 ม.ค.ซึ่งเงินบาทอยู่ที่ 35.893 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ กับล่าสุดวันที่ 24 พ.ย.ที่ 32.675บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น 3.218 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งขึ้นประมาณ 8.96%!!

จึงไม่น่าแปลกที่ผู้ส่งออกจะรู้สึก “ขาดทุนกำไร” เพราะเมื่อแปลงรายได้จากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินบาท เม็ดเงินจริงที่ได้หายไปมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินจำนวนนั้นเป็นรายได้สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

หากประมาณว่ามูลค่าการส่งออกของไทยเฉลี่ยในปี 2560 นี้อยู่ที่ 15,000-16,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อเดือน หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเท่ากับว่ารายได้ของเราที่ได้จากการส่งออกของไทย ที่แปลงจากรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินบาทไทยจะหายไป 15,000-16,000 ล้านบาทในเดือนนั้นๆ

ขณะเดียวกัน หากเทียบค่าเงินบาทกับเงินสกุลภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในช่วงตลอดปี 2560 นี้

เราจะพบว่า มีหลายช่วงต่อทีเดียวที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอยู่ในอันดับต้นๆของสกุลเงินภูมิภาค และบางช่วงค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค

และที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ แนวโน้มของเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง!!

ขณะที่ภาคเอกชนให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมสำหรับการส่งออกของไทยควรอยู่ที่ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปีหน้าคาดว่าจะแข็งค่าในกรอบ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาคเอกชนต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเงินบาทให้มีเสถียรภาพกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ผันผวนมากเกินไป โดยหากยังแข็งค่าต่อเนื่อง ธุรกิจส่งออกหลายส่วนของไทยอาจจะอยู่ในสภาวะ “เจ็บหนัก”

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของ ธปท.ให้เหตุผลของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นว่า “มาจากปัจจัยในต่างประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมทั้งการเคลื่อนไหวของเงินทุนตามความมั่นใจที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสถานการณ์ ขณะเดียวกัน การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากการส่งออก และรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นอีกส่วนที่ทำให้ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าเพิ่มขึ้น”

ขณะที่ภาคการส่งออกนั้น ธปท.ใช้ทฤษฎีนี้มาตลอดว่า “การขยายตัวเพิ่มขึ้นของการส่งออกมาจากภาวะเศรษฐกิจของคู่ค้ามากกว่าผลจากอัตราแลกเปลี่ยน” ดังนั้น นโยบายการดูแลเงินบาทของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็น “การปล่อยไปตามกลไกและแรงกระเพื่อมจากตลาด ขณะที่การดูแลเป็นการประคองตามอาการ” เท่านั้น

มาตรการที่ออกมาดูแล “ตลาดเงินและค่าเงินบาท” จึงไม่ได้บวกความพยายามที่จะใช้ “ค่าเงิน” กระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่พยายามที่ใช้วิธีกระตุ้นให้เอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) “รู้จักบริหารความเสี่ยง และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยตัวเอง”

วันที่โครงสร้างเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนสู่ยุคเทคโนโลยี การเพิ่มโอกาสการแข่งขันของธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และการแข่งขันกันตัดราคา เป็นอีกการแข่งขันที่สำคัญ และมีความเข้มข้นสูงมาก เราควรปล่อยให้ “เงินบาทที่แข็งค่า” เป็นอุปสรรคส่วนหนึ่งของการค้าที่ทำให้เราโค้ดราคาสู้คนอื่นได้ยาก หรือเป็นส่วนหนึ่งที่บั่นทอน “รายได้” ในรูปเงินบาทของไทยให้ไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างที่ใครๆหวัง…หรือไม่

ในช่วงที่ผ่านมานโยบายหลายเรื่องของ ธปท.ลงมาคลุกคลีกับผู้ประกอบการและติดดินมากขึ้น แต่ “อัตราแลก เปลี่ยนค่าบาท” กลับไม่ใช่ แม้วันนี้การส่งออกจะขยายตัวดีขึ้นกว่าที่คาดไว้ แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ถ้าเราดูแลค่าเงินบาทได้ไม่ดีพอ “เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น” จะไม่กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา” ของธุรกิจส่งออกไทย


พริตตี้เอ็มซีสาวโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ตนเองถูกหลอกให้ทานขนมบราวนี่ผสมกัญชา ในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในพิษณุโลก โดยมีหนุ่มอดีตเจ้าของร้านชักชวนให้กินบราวนี่ ก่อนชายคนดังกล่าวอาสาไปส่ง แต่ตนกลัวว่าจะถูกหลอก หลังจากกินบราวนี่เข้าไป ตนรู้สึกหายใจไม่ออก หัวใจเต้นแรง ตาพร่ามัว เห็นภาพหลอนจนต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล พบมีกัญชาตกค้างในร่างกายจำนวนมาก

วันที่ 20 พ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีหญิงสาวชาวพิษณุโลกรายหนึ่ง ประกอบอาชีพเป็นพริตตี้เอ็มซี ซึ่งเป็นการทำงานพิธีกร ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ตนเองถูกวางยาด้วยขนมบราวนี่ผสมกัญชา ขณะเป็นพริตตี้เอ็มซีแจกสินค้าในงานคอนเสิร์ตให้กับสถานบันเทิงแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.สุโขทัย จึงเดินทางไปสอบถามข้อเท็จจริง

ทีมข่าวได้พบกับ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 25 ปี ชาวพิษณุโลก เปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา ตนเองพร้อมกับเพื่อนสาว คือ น.ส.บี และ น.ส.ซี (นามสมมติ) รวม 3 คน รับงานให้กับบริษัทเครื่องดื่มแห่งหนึ่งพร้อมกับให้ความบันเทิงลูกค้าที่มาร่วมงาน กระทั่งงานใกล้เลิก มีชายหนุ่มซึ่งเป็นอดีตเจ้าของร้านเดินเข้ามาหา พร้อมกับชักชวนให้กินขนมบราวนี่ที่บรรจุอยู่ในกระป๋อง

ประกอบกับตอนนั้นตนเองหิว เนื่องจากยังไม่ได้กินข้าวเย็น และเป็นคนชอบขนมบราวนี่มาก จึงทานเข้าไปถึง 5 ชิ้น ส่วน น.ส.บี กินด้วยอีก 2 ชิ้น ต่อมามีอาการคอแห้งกระหายน้ำ หัวใจเต้นแรง หายใจไม่ออก ตาพร่ามัวเห็นภาพหลอน โดย น.ส.ซี ซึ่งไม่ได้กินขนมเข้าไปด้วยสังเกตเห็นอาการและสอบถามเพื่อนๆ ก่อนจะทราบว่าอาการไม่ค่อยสู้ดี จึงพากันไปที่โรงพยาบาล จ.สุโขทัย

ระหว่างนั้นมีผู้ชายเดินเข้ามาขออาสาที่จะไปส่งให้เอง แต่กลัวว่าจะถูกหลอก ไม่ได้รับความปลอดภัยต่อชีวิต และทรัพย์สินจึงตอบปฏิเสธทันที เมื่อไปถึงโรงพยาบาล แพทย์แจ้งว่าน่าจะมีอาการแพ้แอลกอฮอล์ ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ กินบราวนี่ไปอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อตรวจวัดชีพจรเต้นเร็วถึง 140 ครั้ง/นาที แพทย์จึงฉีดยาแก้แพ้ให้ 2 เข็ม แล้วให้ยากลับบ้านไปกินตามอาการ พร้อมพากันเดินทางกลับเข้าบ้านพักที่ จ.พิษณุโลก

ต่อมาวันที่ 19 พ.ย. 60 น.ส.เอ ยังมีอาการเหมือนเดิม จึงเดินทางไปตรวจรักษาอีกครั้งที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก โดยแพทย์ทำการตรวจปัสสาวะพบว่ามีสารกัญชาตกค้างในร่างกายจำนวนมาก และออกใบรับรองแพทย์มาให้ โดยตนเองคาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากการกินบราวนี่ที่อาจมีส่วนผสมของกัญชาเข้าไป

จากนั้นจึงไปปรึกษากับทางครอบครัวให้ทราบเรื่องดังกล่าว แล้วรีบบอก น.ส.บี ที่กินบราวนี่ไป 2 ชิ้น รีบไปตรวจหาสารเสพติดในร่างกายให้แพทย์ออกใบรับรอง เพื่อนำไปประกอบเป็นหลักฐานแจ้งความเอาผิดตามกฎหมายกับชายที่นำขนมบราวนี่มาให้กิน

ทั้งนี้ อยากฝากเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้กับผู้หญิงที่ทำงานกลางคืน ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อผู้ที่ไม่หวังดีได้ ตอนนี้ตนมีสภาพจิตใจตอนนี้ย่ำแย่รู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย

เนื่องจากทางชายหนุ่มที่นำขนมบราวนี่มาให้กินนั้น ทักแชทมาในไลน์ส่วนตัวของเพื่อนในกลุ่มให้ลบข้อความที่ตนได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก แต่ตนไม่ยินยอมทำตาม ส่วนในทางคดีตอนนี้กำลังจะเดินทางเข้าแจ้งความเอาเรื่องให้ถึงที่สุดที่ สภ.เมืองสุโขทัย


ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน เอ็มอาร์ที แสดงความเห็นอย่างหลากหลาย หลังจากวันนี้ บริษัท BEM ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน เริ่มทดลองถอดที่นั่งผู้โดยสารแถวกลาง เพิ่มพื้นที่ว่างในขบวนวันแรก

วันนี้ (20 พ.ย.60 ) เพจเฟซบุ๊กทางการของ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพิ่มพื้นที่ว่างในขบวนรถไฟฟ้า สายเฉลิมรัชมงคล โดยถอดเก้าอี้นั่งผู้โดยสารออกเฉพาะที่นั่งแถวกลาง เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางได้มากขึ้น โดยเริ่มทดลองให้บริการขบวนแรก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมขอความร่วมมือผู้โดยสารช่วยขยับนิดชิดใน ให้ผู้โดยสารท่านอื่นสามารถเดินทางไปด้วยกัน

หลังจากการถอดที่นั่งดังกล่าว ได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นใน เพจเฟซบุ๊กของ BEM รวมทั้งในทวิตเตอร์ อย่างหลากหลาย บางส่วนเห็นด้วย เนื่องจากมองว่า ในชั่วโมงเร่งมีผู้โดยสารจำนวนมาก การถอดเก้าอี้ออกบางส่วนทำให้เพิ่มพื้นที่ว่างให้ผู้โดยสารเข้าไปในภายในขบวนได้มากขึ้น

แต่บางส่วนก็แสดงความเห็นตรงกันข้าม โดยมองว่า เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด อยากให้เพิ่มขบวนรถมากกว่า รวมทั้งต่อว่าการดำเนินการดังกล่าวว่า เป็นการได้ประโยชน์ของทางฝ่ายบริษัท BEMเท่านั้น


กองปราบ รวบแก๊ง”หลวงปู่เณรโต” อ้างอุตริมีญาณทิพย์หยั่งรู้อนาคต จัดสร้างวัตถุมงคลหาเงินเข้ากระเป๋า

(19 พ.ย.) ตำรวจกองปราบปราม นำกำลังเข้าจับกุม พระถนอมแสง หรือ หลวงปู่เณรโต อายุ 27 ปี ชาว จ.นครราชสีมา นางนวรัตน์ อายุ 70 ปี ชาว กทม. และ นายนดล หรือ ใหญ่ อายุ 53 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบัวใหญ่ ลงวันที่ 17 พ.ย. 2560 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยจับกุม พระถนอมแสง ได้ที่กุฏิพระภายในวัดเลียบราษฎร์บำรุง ย่านบางซื่อ

การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อ 2-3 ปี ก่อน พระถนอมแสง สมสวย หรือ หลวงปู่เณรโต ซึ่งขณะนั้นเป็นพระลูกวัดอยู่ที่ วัดบ้านบัวน้อย อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้มีพฤติการณ์อวดอ้างอุตริว่ามีญาณทิพย์หยั่งรู้เรื่องราวในอนาคตได้ ก่อนจะร่วมกับพวกอีก 2 คน คือนางนวรัตน์ แม่บุญธรรม ซึ่งอ้างว่าเป็นร่างทรงของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลอกลวงฉ้อโกงประชาชนโดยการจัดสร้างพระประทานสมเด็จพระเจ้าตากสิน และเหรียญหลวงปู่เณรโต สิริวัณโณ รุ่นที่ 1 ปล่อยให้ชาวบ้านเช่าบูชา ในราคาองค์ละ 2,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นการหารายได้เข้าบูรณปฏิสังขรณ์อาคารต่างๆ ภายในวัด ต่อมาชาวบ้านในละแวกดังกล่าว ทราบว่าหลวงปู่เณรโต นำเงินรายได้จากการจัดสร้างวัตถุมงคล ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จึงแจ้งความดำเนินคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บัวใหญ่ กระทั่งมีการออกหมายจับ

จากการสอบสวน นายถนอมแสง หรือ อดีตพระหลวงปู่เณรโต ได้ให้การปฏิเสธ และยืนยันว่าไม่เคยรอวดอุตริ อ้างว่ามีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ


รถถกระบะ จนท.ศึกษาธิการมุกดาหาร ถูกมือดีพ่นสีรอบรถ “เอาเมียชาวบ้าน” ขณะเจ้าตัวมึนงง แจ้งความพร้อมเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 พ.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีเหตุมือดีเอาสีสเปรย์มาพ่นใส่รถที่จอดอยู่ด้านหลังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ข้างศาลากลาง ถ.วิวิธสุรการ ต.มุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร จึงประสานชุดสายตรวจจุดที่รับผิดชอบมาตรวจสอบตรงจุดเกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะยี่ห้อมาสด้า สีขาว ทะเบียน บจ 7164 มุกดาหาร จอดอยู่ริมถนนดังกล่าวอยู่ในสภาพมีคนเอาสีสเปรย์สีน้ำเงินมาพ่นเป็นตัวหนังสื่อไทยขนาดใหญ่บนผากระโปงหน้ารถ รวมถึงฝั่งด้านซ้ายของรถ ถูกพ่นคำว่า เอาเมียของชาวบ้าน ยาวจากด้านหัวรถยาวจนถึงท้ายรถและฝาปิดท้ายกระบะหลัง เจ้าของรถคันดังกล่าว ทราบชื่อ นายวุธไกล แกระหัน อายุ 40 ปี ได้ยืนรออยู่ท้ายรถด้วยอาการมึนงง เมื่อได้เห็นสภาพรถของตน

Advertisement Replay Ad
ด้าน นายวุธไกล กล่าวว่า ตนเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมุกดาหาร โดยรถคันดังกล่าวเป็นของน้องชาย แต่เมือเช้าตนได้ขับมาทำงานและมาจอดที่จุดดังกล่าวโดยไม่ทราบว่าถูกมือดีเอาสีสเปรย์มาพ่นให้รถได้รับความเสียหายเมื่อใด โดยพ่นถ้อยคำหยาบคายใส่รถตน ทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจตนผิดและทำให้ตนเสียหาย ทั้งนี้ ผู้ก่อเหตุอาจจะเข้าใจผิด แต่นายวุธไกลก็ได้ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองมุกดาหาร ไว้แล้วและจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด


ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรกสำหรับนักแสดงสาวหน้าแบ๊ว “แพทริเซีย กู๊ด” หลังเจอกระแสดราม่าจากชาวเน็ตแบบหนักหน่วง กรณีที่มีภาพถ่ายนุ่งบิกินี ขณะเธอกำลังเที่ยวพักผ่อนในช่วงวันหยุดกับหวานใจ “พีช พชร” จนฝ่ายชายตัดสินใจลบออกจากอินสตาแกรม เพื่อยุติกระแสวิจารณ์ในโลกโซเชียล

ซึ่งงานนี้นอกจากสาว แพทริเซีย กู๊ด จะออกมายอมรับว่า รู้สึกตกใจกับกระแสข่าวดังกล่าว และขอนำเสียงวิจารณ์มาเป็นบทเรียนให้กับตัวเองแล้วนั้น เจ้าตัวก็ยังชี้แจงอีกด้วยว่า ไม่มีเจตนาฉีกแนวตัวเองเป็นสาวเซ็กซี่ เพราะการแต่งตัวแต่ละลุคขึ้นอยู่กับโอกาสและความเหมาะสมมากกว่า

“เห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์แล้วค่ะ ตอนแรกก็ตกใจเหมือนกันเพราะเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือมีภาพอะไรออกไป อีกอย่างตอนนั้นเราก็ใช้ชีวิตปกติของเรา แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ถือว่าเป็นบทเรียนของเราต่อไป ซึ่งหนูเข้าใจนะคะว่ามันอาจจะดูไม่ดี ดูไม่เหมาะสม จากนี้ก็คงต้องระวังมากขึ้น เพราะตัวเราเองก็เป็นนักแสดงมีคนติดตามงานของเรา ดังนั้นก็คงต้องระวังค่ะเวลาที่จะทำอะไร ต้องคิดให้มากขึ้นแน่นอนเวลาที่จะโพสต์รูป”

“ทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของหนูก็ยังแต่งตัวธรรมดานะคะ ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ลุยๆ ส่วนที่เห็นหนูใส่ชุดสวยๆ อันนั้นก็แล้วแต่งานมากกว่า หรือชุดว่ายน้ำที่เราก็ใส่ตามโอกาสเช่นไปเที่ยวทะเล เอาจริงๆ หนูไม่ได้ตั้งใจหันมาทางเซ็กซี่มากขึ้นนะคะ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับงานมากกว่า (ยิ้ม) งงเหมือนกันที่มีกระแสว่าพอมีแฟนแล้วเซ็กซี่ ซึ่งจริงๆ มันน่าจะเป็นเรื่องของวัย กับเรื่องของเวลามากกว่า แต่อย่างที่บอกการแต่งตัวมันแล้วแต่งานแล้วแต่โอกาสจริงๆ”

“ทางพี่พีชจริงๆ เราเองก็ไม่ได้คุยกันเรื่องนี้แล้วนะคะ เพราะเราแค่ตกลงกันว่าลบรูปก็คือจบ ส่วนคุณแม่เองก็เข้าใจ คุณแม่รู้อยู่แล้วว่าเราไม่ได้คิดอะไรหรือว่ามีเจตนาที่ไม่ดี เพราะเราแค่ลงรูปไปเที่ยวแค่นั้น ซึ่งมันอาจจะดูไม่ดีไปนิดหนึ่ง (ยิ้ม) เอาจริงๆ หนูไม่ได้ตั้งใจจะถ่ายให้มันออกมาเซ็กซี่อยู่แล้วนะ แต่เราอาจจะไม่ได้คิดมากพอ”

“ถามว่าหนูให้กำลังใจตัวเองยังไงบ้างที่โดนดราม่าหนักขนาดนี้ คือหนูไม่ได้ไปสนใจตรงนี้อยู่แล้วค่ะ เพราะหนูก็ยังตั้งใจจะทำงานของหนูให้เต็มที่เหมือนเดิม ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องเครียดหรือนอยด์อะไร แต่ขอนำมาเป็นบทเรียนให้กับตัวเอง และก็ระมัดระวังให้มากขึ้น”

ขอบคุณที่มา : sanook


สพม.32 บุรีรัมย์ ตั้งกรรมการสอบเอาผิดวินัยร้ายแรงครูฉาวใช้ไม้เรียวตีทำโทษ นร.เกินกว่าเหตุ ทั้งส่งคลิปโป๊ข้อความลามกอนาจาร และขอมีเพศสัมพันธ์กับ นร.หญิง ม.2 หลังผลสอบพบมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศเด็กจริง ทั้งออกหนังสือคำสั่งให้ครูย้ายออกจากพื้นที่จนกว่าผลสอบจะแล้วเสร็จ

วันที่ 15 พ.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งใน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ นำหลักฐานข้อความบทสนทนาผ่านแชท ซึ่งมีเนื้อหาลามกอนาจาร รวมถึงคลิปโป๊ที่สนทนากับลูกสาว และรูปถ่ายร่องรอยที่ลูกถูกครูตีก้นจนเขียวช้ำ เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อให้สอบเอาผิดกับ นายเบิ้ม (ขอสงวนนามสกุล) ครูสอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา หลังทนกับพฤติกรรมของครูคนดังกล่าวไม่ไหว

โดยผู้ปกครองที่มาร้องเรียนกล่าวหาว่า ครูเบิ้ม ทำโทษเด็กนักเรียนเกินกว่าเหตุ โดยการใช้ไม้เรียวตีก้นเด็กนักเรียนชั้น ม.2 เกือบทั้งห้อง คนละตั้งแต่ 100 – 300 ครั้ง โดยสาเหตุที่เด็กถูกทำโทษเพียงเพราะลืมเอาสมุดหนังสือวิชาของครูมาโรงเรียน บางคนก็ไม่ได้ห่อปกสมุดหนังสือมา และพฤติกรรมที่ผู้ปกครองยอมรับไม่ได้ที่สุดคือ ครูส่งคลิปโป๊และข้อความลามกอนาจารมาในแชท ทั้งยังขอมีเพศสัมพันธ์กับนักเรียนหญิง ชั้น ม.2

ล่าสุด หลังจาก นางปติมา กาญจนากาศ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 ได้มอบหมายให้นิติกร นักจิตวิทยา รวมถึงเจ้าหน้าที่กลุ่มงานศึกษานิเทศก์ประจำเขต ลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริงยังโรงเรียนที่เกิดเหตุ ซึ่งจากการสอบปากคำนักเรียนหญิงที่ครูส่งคลิปโป๊ให้ และขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย รวมถึงหลักฐานบทสนทนาทางแชท พบว่า ครูที่ถูกกล่าวหามีพฤติกรรมคุกคามทางเพศลูกศิษย์จริง

ทั้งนี้ จากการสอบพยานแวดล้อมและนักเรียนอีกหลายคนที่ถูกครูคนดังกล่าวทำโทษด้วยการใช้ไม้เรียวตี ก็ให้ข้อมูลตรงกันว่าได้ถูกครูใช้ไม้เรียวตีคนละ 100 – 300 ครั้งจริง สาเหตุเพราะไม่ได้เอาสมุดหนังสือมา และไม่ได้ห่อปกสมุดหนังสือตามที่ครูสั่ง ครูจึงทำโทษตามจำนวนหน้าหนังสือ ซึ่งผลการสอบเบื้องต้นพบมีมูลความจริงตามที่มีการร้องเรียน

ทาง สพม.32 ในฐานะต้นสังกัดจึงได้สั่งตั้งกรรมการสอบเอาผิดวินัยร้ายแรงกับครูคนดังกล่าว พร้อมทั้งให้ออกหนังสือคำสั่งย้ายครูออกจากพื้นที่ โดยให้มีผลภายในวันพรุ่งนี้ ซึ่งการออกคำสั่งย้ายดังกล่าวก็เพื่อความสบายใจและเป็นธรรมกับฝ่ายผู้ร้อง

โดยการตั้งกรรมการสอบเอาผิดวินัยร้ายแรงจะให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และหากพบข้อมูลหลักฐานกระทำผิดชัดเจนก็จะพิจารณาโทษสถานหนักคือไล่ออก เนื่องจากพฤติกรรมคุกคามทางเพศลูกศิษย์ถือเป็นความผิดร้ายแรง

ส่วนครูที่ถูกกล่าวหา ขณะนี้ยังไม่ได้ทำการสอบปากคำ เนื่องจากหลังจากที่ผู้ปกครองเข้าร้องเรียนก็ไม่พบครูมาที่โรงเรียน ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงจัดแข่งขันกีฬาภายโรงเรียนด้วย ส่วนเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ยังมาโรงเรียนตามปกติ แต่มีอาการวิตกกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้น


เมื่อเริ่มมีการปิดถนนบางช่วงระยะทางสั้นๆ 2 จุด เพื่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ถึง 15 มีนาคม 2561

ซึ่งอยู่ในเส้นทางที่เรียกว่ารถติดสาหัสไม่แพ้ที่ไหนในกรุงเทพฯ อย่างถนนแจ้งวัฒนะ, ติวานนท์, รามอินทรา และมีนบุรี คงทำให้หลายคนที่ต้องเดินทางบนถนนเส้นนี้ เกิดความหวาดหวั่น เพราะเดิมทีรถก็ติดหนึบเกือบตลอดเวลาอยู่แล้ว ตอนนี้จะปิดการจราจรบ้างส่วนอีก

แต่ก็ขอให้อดทนกันหน่อย เพราะมีระยะเวลาในการสร้างเพียง 39 เดือน หรือแค่ 3 ปี 3 เดือน โดยไม่รวมระยะเวลาในการการรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค ก็จะมีรถไฟฟ้าใช้ให้คลายปัญหารถติดกันแล้ว

วันนี้ Sanook! News สอบถามไปยัง 2 สารวัตรจราจรในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ มาอ่านกันดูว่าเจ้าหน้าที่ใน 2 พื้นที่ว่าอย่างไรบ้าง

 

เริ่มที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด ที่ดูแลการปิดเส้นทางจุดที่ 1 ถนนติวานนท์ บริเวณคลองบางตลาดถึงกรมชลประทาน ระยะทางประมาณ 210 เมตร ปิด 1 ช่องทาง ขาออก ติดเกาะกลาง 24 ชม. และอีก 1 ช่องทางขาออก เวลา 22.00 – 04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

พ.ต.ต.เทพรัตน์ ศุกระกาญจน์ สว.จร.สภ.ปากเกร็ด แจ้งว่าการปิดถนนบางส่วนเป็นระยะทางเกือบ 300 เมตร ครั้งนี้ยังไม่ส่งผลกระทบมาก และบริเวณที่ปิดมีปริมาณรถไม่หนาแน่นนัก ยกเว้นในช่วงเช้าและช่วงเย็น ที่เป็นเวลาเลิกเรียน ซึ่งตรงนี้มีโรงเรียนชลประทานตั้งอยู่

แต่ก็ไม่น่ากังวล เพราะยังมีถนนเลี่ยงเมืองสามัคคี ที่สามารถช่วยระบายรถออกไปได้ โดยหลังจากปิดระยะทางสั้นๆ ครั้งนี้ อีกไม่นานจะมีปิดการจราจรบนถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของ สภ.ปากเกร็ด ตั้งแต่ลงสะพานพระราม 4 มาถนนแจ้งวัฒนะ ไปสุดที่คลองปะปา เบื้องต้นจะไม่มีการปิดจุดกลับรถในพื้นที่ แต่ก็ต้องดูสถานการณ์อีกครั้ง และอาจจะมีการปรับตามความเหมาะสมเพื่อให้การจราจรคล่องตัว

พ.ต.ต.เทพรัตน์ ยังเปิดเผยว่าตลอดเส้นทางที่สร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู จะไม่มีการรื้อสะพานข้ามแยกออก ซึ่งจะช่วยให้การจราจรติดขัดน้อยลงไปบ้าง

ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสถานีตำรวจบางชัน ที่ดูแลการปิดเส้นทางจุดที่ 2 ถนนรามอินทรา บริเวณฝั่งขาเข้า ตรงข้ามสถานีตำรวจทางหลวง 2 กองบังคับการ 8 (ใกล้ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอซ์แลนด์) ระยะทางประมาณ 200 เมตร ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 ถึง วันที่ 15 มีนาคม 2561

พ.ต.ท. ยุทธพิชัย ชัยสิทธิ์ สว.จร.สน.บางชัน เปิดเผยว่ามีความกังวลว่าจะมีรถสะสม จึงมีการวางแผนให้ผู้ใช้ถนนหลีกเลี่ยงเส้นทางเพื่อลดปริมาณรถบนถนน โดยสามารถไปใช้ถนนปัญญาอินทรา ถนนเสรีไทย หรือขึ้นทางด่วนอาจณรงค์ – รามอินทรา หน้าศูนย์การค้าแฟชั่น ไอซ์แลนด์

และอีกเส้นทางคือเลี่ยงออกไปทางเลียบด่วนรามอินทรา บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม ทั้งนี้จะมีการแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์อีกครั้ง เมื่อมีการปิดถนนจริง เพื่อให้ประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนได้รับความสะดวกมากที่สุด

ทั้งนี้การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูทั้งเส้น ในส่วนของการจราจรจะอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 สถานีได้แก่ สภ.ปากเกร็ด, สภ.รัตนาธิเบศร์, สน.ทุ่งสองห้อง, สน.บางเขน, สน.คันนายาว, สน.โคกคราม, สน.บางชัน และสน.มีนบุรี

โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี มีระยะทาง 34.5 กิโลเมตร เป็นรถไฟฟ้าแบบโมโนเรลที่ตัวรถคร่อมอยู่บนรางเดี่ยว สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 1,000 คนต่อขบวน ความเร็ว 80 กม. ต่อ ชม. เทียบเท่ากับรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไม่กินพื้นที่ในการก่อสร้าง และประหยัดค่าก่อสร้าง มีน้ำหนักเบา เสียงเบา


เหตุธรณีพิโรธ ที่อิรัก-อิหร่าน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 400 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 7 พันแล้ว ขณะที่ทางการทั้งสองประเทศเร่งจัดที่พักพิงให้ผู้ประสบภัยกว่า 7 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.60 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานความคืบหน้าของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ขนาด 7.3 ในพื้นที่ใกล้ชายแดนด้านตะวันตกของอิหร่านติดกับภาคเหนือของประเทศอิรัก ซึ่งยอดผู้เสียชีวิต เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 407 ศพ แล้ว และมีผู้บาดเจ็บกว่า 7,156 คน แล้ว

ด้านเจ้าหน้าที่ทางการอิหร่านคาดว่า ยอดเหยื่อเคราะห์ร้ายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะสูงขึ้นกว่านี้ ขณะที่ทีมค้นหาและกู้ภัยกำลังค้นหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน หลังจากแผ่นดินไหวได้สร้างความเสียหายอย่างหนักเป็นบริเวณกว้าง อีกทั้งบ้านเรือนของชาวบ้านที่อยู่ในชนบทส่วนมากแล้วสร้างโดยอิฐดินที่พังถล่มได้ง่าย

ทั้งนี้ ด้านหน่วยงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยระบุว่า ขณะนี้ทางการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะการให้ที่พักพิงแก่ประชาชนราว 70,000 คน


เฟซบุ๊ก โบนัส นัฐธิกา โพสต์ภาพพร้อมข้อความถึงเหตุการณ์ที่อุบัติเหตุบนถนนแห่งหนึ่งบนถนนในพื้นที่ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 11 พ.ย.

โดยระบุว่า “เหตุเกิดหน้า…อุดรธานี เพราะตำรวจตั้งด่านจราจรรถติดยาว แล้วน้องผู้หญิงขับรถสีขาวก็ชนท้ายรถกระบะกระแทกมาชนท้ายรถเรา เจ็บตัวไม่เท่าไหร่นะบอกเลยเจ็บใจมาก มีอปพร.เดินมาจากด่าน ย้ำ อปพร!!!! เดินมาตะโกนบอกว่าเขาตั้งด่านกันข้างหน้าไม่เห็นเหรอ

อิจากเจ็บขาเจ็บหัวอยู่ของขึ้น!!!!! รถติดยาวเหยียด พูดไม่ทันถึง30วินาทีชนตู้ม!!!! มีเหตุซ้ำซ้อนชนท้ายกันอีก ชีวิตยืนอยู่ตรงนี้บอกเลยว่ากลัวตายมากเพราะด่านจราจร หันไปอีกทีตำรวจทั้งด่านจราจรรีบเก็บกรวย ไม่ถึง 10 วินาทีตำรวจทั้งด่านหายวับไปกับตายิ่งกว่าตำรวจในยุคอนาคตโลกไซเบอร์

วาปหายตัวได้เลย เยยยย!!! เหลือเชื่อ มันสุดยอดมากตำรวจอุดร แฮชแท็กตำรวจจราจรอุดรธานี เรื่องนี้บอกใครได้บ้าง ร้องเรียนผ่านใครคะ ใครรู้บ้างคะได้โปรดบอกที เกิดที่อุดร ช่วยเหลือจังหวัดอุดรทุกอย่างเท่าที่มีกำลังช่วยได้ แล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้ใครช่วยประชาชนคนอุดรได้บ้าง ขำไม่ออก #จราจรอุดรธานี”

คลังเก็บ