ป้ายกำกับ: ข่าวล่าสุด


พริตตี้เอ็มซีสาวโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ตนเองถูกหลอกให้ทานขนมบราวนี่ผสมกัญชา ในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในพิษณุโลก โดยมีหนุ่มอดีตเจ้าของร้านชักชวนให้กินบราวนี่ ก่อนชายคนดังกล่าวอาสาไปส่ง แต่ตนกลัวว่าจะถูกหลอก หลังจากกินบราวนี่เข้าไป ตนรู้สึกหายใจไม่ออก หัวใจเต้นแรง ตาพร่ามัว เห็นภาพหลอนจนต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล พบมีกัญชาตกค้างในร่างกายจำนวนมาก

วันที่ 20 พ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีหญิงสาวชาวพิษณุโลกรายหนึ่ง ประกอบอาชีพเป็นพริตตี้เอ็มซี ซึ่งเป็นการทำงานพิธีกร ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ตนเองถูกวางยาด้วยขนมบราวนี่ผสมกัญชา ขณะเป็นพริตตี้เอ็มซีแจกสินค้าในงานคอนเสิร์ตให้กับสถานบันเทิงแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.สุโขทัย จึงเดินทางไปสอบถามข้อเท็จจริง

ทีมข่าวได้พบกับ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 25 ปี ชาวพิษณุโลก เปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา ตนเองพร้อมกับเพื่อนสาว คือ น.ส.บี และ น.ส.ซี (นามสมมติ) รวม 3 คน รับงานให้กับบริษัทเครื่องดื่มแห่งหนึ่งพร้อมกับให้ความบันเทิงลูกค้าที่มาร่วมงาน กระทั่งงานใกล้เลิก มีชายหนุ่มซึ่งเป็นอดีตเจ้าของร้านเดินเข้ามาหา พร้อมกับชักชวนให้กินขนมบราวนี่ที่บรรจุอยู่ในกระป๋อง

ประกอบกับตอนนั้นตนเองหิว เนื่องจากยังไม่ได้กินข้าวเย็น และเป็นคนชอบขนมบราวนี่มาก จึงทานเข้าไปถึง 5 ชิ้น ส่วน น.ส.บี กินด้วยอีก 2 ชิ้น ต่อมามีอาการคอแห้งกระหายน้ำ หัวใจเต้นแรง หายใจไม่ออก ตาพร่ามัวเห็นภาพหลอน โดย น.ส.ซี ซึ่งไม่ได้กินขนมเข้าไปด้วยสังเกตเห็นอาการและสอบถามเพื่อนๆ ก่อนจะทราบว่าอาการไม่ค่อยสู้ดี จึงพากันไปที่โรงพยาบาล จ.สุโขทัย

ระหว่างนั้นมีผู้ชายเดินเข้ามาขออาสาที่จะไปส่งให้เอง แต่กลัวว่าจะถูกหลอก ไม่ได้รับความปลอดภัยต่อชีวิต และทรัพย์สินจึงตอบปฏิเสธทันที เมื่อไปถึงโรงพยาบาล แพทย์แจ้งว่าน่าจะมีอาการแพ้แอลกอฮอล์ ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ กินบราวนี่ไปอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อตรวจวัดชีพจรเต้นเร็วถึง 140 ครั้ง/นาที แพทย์จึงฉีดยาแก้แพ้ให้ 2 เข็ม แล้วให้ยากลับบ้านไปกินตามอาการ พร้อมพากันเดินทางกลับเข้าบ้านพักที่ จ.พิษณุโลก

ต่อมาวันที่ 19 พ.ย. 60 น.ส.เอ ยังมีอาการเหมือนเดิม จึงเดินทางไปตรวจรักษาอีกครั้งที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก โดยแพทย์ทำการตรวจปัสสาวะพบว่ามีสารกัญชาตกค้างในร่างกายจำนวนมาก และออกใบรับรองแพทย์มาให้ โดยตนเองคาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากการกินบราวนี่ที่อาจมีส่วนผสมของกัญชาเข้าไป

จากนั้นจึงไปปรึกษากับทางครอบครัวให้ทราบเรื่องดังกล่าว แล้วรีบบอก น.ส.บี ที่กินบราวนี่ไป 2 ชิ้น รีบไปตรวจหาสารเสพติดในร่างกายให้แพทย์ออกใบรับรอง เพื่อนำไปประกอบเป็นหลักฐานแจ้งความเอาผิดตามกฎหมายกับชายที่นำขนมบราวนี่มาให้กิน

ทั้งนี้ อยากฝากเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้กับผู้หญิงที่ทำงานกลางคืน ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อผู้ที่ไม่หวังดีได้ ตอนนี้ตนมีสภาพจิตใจตอนนี้ย่ำแย่รู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย

เนื่องจากทางชายหนุ่มที่นำขนมบราวนี่มาให้กินนั้น ทักแชทมาในไลน์ส่วนตัวของเพื่อนในกลุ่มให้ลบข้อความที่ตนได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก แต่ตนไม่ยินยอมทำตาม ส่วนในทางคดีตอนนี้กำลังจะเดินทางเข้าแจ้งความเอาเรื่องให้ถึงที่สุดที่ สภ.เมืองสุโขทัย


ลุงเฉื่อย ผู้โด่งดังทางโซเชียมีเดีย ในวันพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 มาในมาดใหม่ ขี่ช้างดาราฮอลลีวูด ชวนท่องเที่ยวบ้านเกิด

กลายเป็นขวัญใจคนใหม่ นายเฉื่อย พโยมแจ่ม หรือ ลุงเฉื่อย วัย 60 ปี ที่เคยใช้เชือกฟางมัดเอวแทนเข็มขัด เพื่อให้การแต่งกายเรียบร้อย ในวันพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ลุงเฉื่อยก็ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่องและล่าสุด ลุงเฉื่อย ซึ่งมีความสามารถเป็นควาญช้าง ได้รับการพรีเซ็นเตอร์ โปรโมทการท่องเที่ยว โปรแกรม 1 วัน #เที่ยวแดนอารยธรรมเขวาสินรินทร์ ณ แคมป์ช้าง ชุมชนเขวาสินรินทร์ หมู่ 4 บ้านโชค ต.เขวาสินรินทร์ อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์

โดยลุงเฉื่อยได้ขึ้นขี่ช้าง “พลายป๋อง” ช้างดาราฮอลลีวูด ที่เคยแสดงภาพยนตร์ “ป๊อปอาย มายเฟรนด์” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เคยได้รับรางวัลจาก เทศกาลหนังในสหรัฐอเมริกา อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่พลายป๋องเองก็ใช้งวง หยอกที่ลำตัวและศีรษะของลุงเฉื่อย อยู่ตลอด และยินยอมให้ขึ้นขี่อย่างดี

ลุงเฉื่อย ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาเขมร ภาษาพื้นถิ่นสุรินทร์ว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เจอช้างเลย และเป็นควาญช้างมาตั้งแต่เด็กๆ นานกว่า 10 ปี รู้จักการใช้ “กัง-เวียน” หรือภาษาไทย แปลว่า ตะขอบังคับช้าง และนับถือศาลปะกำ วันนี้จึงอาสามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมกล่าวขอบคุณผู้ที่ติดตามให้กำลังใจ และเชิญมาเที่ยว อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ด้วย

นายวัน เรียงเงิน ลูกชายนายเชี่ยว เรียงเงิน อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านโชค ที่เคยเลี้ยงดูลุงเฉื่อย เล่าว่า ลุงเฉื่อยเคยเลี้ยงช้างให้กับพ่อของตนเอง และสนิทกับพี่ชาย โดยช้างที่เลี้ยง เคยแสดงหนังฝรั่งที่เชียงใหม่ เป็นกลุ่มเขมรเลี้ยงช้าง บ้านโชค บ้านเขวาสินรินทร์ ซึ่งโดยปกติจะเดินทางพาช้างไปรับจ้างที่จ.เชียงใหม่ , ภูเก็ต และกระบี่

ด้านนางสุทิศา คงเถลิงศิริวัฒนา นายอำเภอเขวาสินรินทร์ กล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวว่า อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นอำเภอที่มีวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ้ามาเที่ยวเมืองสุรินทร์ อยากให้แวะมาเขวาสินรินทร์ ซึ่งมีทั้งเครื่องเงินโบราณที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ้าไหมพื้นเมืองฝีมือภูมิปัญญาทุกชุมชนปราสาททอง โบราณสถานคู่ชุมชน และชุมชนโบราณบ้านพระปืด อธิษฐานพระเสี่ยงทาย หลวงพ่อพระปืด และทุกปี อำเภอเขวาสินรินทร์ จะมีการจัดงานเทศกาล “นุ่งผ้าไหม ใส่ประเกือม เรือมกันตรึม” ซึ่งอยู่ใกล้ตัวจังหวัดสุรินทร์เพียง 20 กิโลเมตรสามารถตอบโจทย์การท่องเที่ยวได้อย่างครบถ้วน


จากกรณีที่ในโลกโซเชียลมีการกระหน่ำแชร์ภาพพระสงฆ์ คือพระปลัดรัตนชัย อสิงสโก เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนสุทธิกระทม ต.ทับทัน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ขณะกำลังพ่นลูกไฟ กลางงานแห่กฐินสามัคคีภายในวัด ซึ่งมีช้าง 4 เชือกและชาวบ้านในพื้นที่ร่วมงานแห่กฐินจำนวนมาก จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2560 ที่ผ่านมา

ล่าสุด วันนี้ (10 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่เดินทางไปยังวัดป่ารัตนสุทธิกระทม เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และได้พบกับพระปลัดรัตนชัย อสิงสโก เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนสุทธิกระทม อายุ 44 ปี ที่ศาลาการเปรียญภายในวัด ก่อนจะทำการสาธิตการพ่นลูกไฟให้ผู้สื่อข่าวดู

โดยการให้ลูกศิษย์นอนคว่ำหน้า จากนั้นใช้ผ้าขาวคลุม ก่อนจะจุดเทียน ร่ายมนต์คาถาหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ระหว่างรอให้น้ำตาเทียนหยดลงขัน เมื่อได้น้ำตาเทียนที่ไหลหยดลงในขันในปริมาณที่ต้องการ จึงยกขันน้ำตาเทียนร้อนๆ เข้าปากเพื่ออมน้ำตาเทียนไว้ โดยที่หลวงพ่อไม่มีทีท่าว่าจะร้อนหรือลวกปากแต่อย่างใด

ก่อนจะพ่นน้ำตาเทียนผ่านเปลวไฟของเทียน จนไฟลุกพรึบผ่านคนที่นอนคลุมผ้าอยู่ โดยผู้ที่เข้ามาให้หลวงพ่อเป่าไฟให้นั้น ต่างเชื่อกันว่าจะเป็นสิริมงคล ช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้ายและโรคภัยไข้เจ็บออกไปจากตัว

พระปลัดรัตนชัย อหิงสโก เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนสุทธิกระทม อายุ 44 ปี เปิดเผยว่า การเป่าไฟในภาพที่มีการแชร์ออกไป เป็นการเป่าไฟเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ในงานทอดกฐินสามัคคี เพื่อเคลื่อนขบวนแห่เพื่อเป็นสิริมงคล

ซึ่งศิษยานุศิษย์ที่เป็นเจ้าภาพงาน ต้องการให้หลวงพ่อเป่า ซึ่งก็จะเป็นคนที่มาให้หลวงพ่อเป่า ประพรมน้ำมนต์ มีการคลุมผ้าขาว ก่อนเป่าเพื่อปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีอยู่ในตัวออกไป อยู่เป็นประจำ ญาติโยมที่เจ็บป่วยก็หาย จึงเกิดศรัทธา มาร่วมงานกฐินกันทุกปี

แต่ระยะนี้ตนก็ไม่ได้เป่าไฟหรือทำพิธีปัดเป่าให้ลูกศิษย์มาประมาณ 3 เดือนแล้ว แต่วันงานกฐิน ศิษยานุศิษย์อยากให้เป่าเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเท่านั้น แทนการจุดพลุจุดตะไลที่มีเสียงดังอึกกระทึกครึกโครม ซึ่งอาตมาเองตอนเด็กๆ ก็เป็นศิษย์หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน

ส่วนการคลุมผ้าเป่าไฟ ก็เป็นการให้ธาตุไฟแก่โยม เป็นความเชื่อ ไม่เป็นอันตราย หลังเป่าไปอาจจะช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดี เป็นการให้กำลังใจญาติโยม ก็หายป่วยหลายคน ญาติโยมจึงพากันมาให้หลวงพ่อเป่าให้อย่างต่อเนื่องมา 8-9 ปีแล้ว ซึ่งครั้งนี้หลวงพ่อก็ไม่อยากเป่าให้ญาติโยมมากมายหลายคน จึงขอเป่าแค่เป็นพิธีก่อนเคลื่อนขบวนแห่กฐิน แห่ช้างเท่านั้นเอง

ถ้าจะจุดพลุเสียงดังเอิกเกริกก็คงไม่เหมาะสมในช่วงนี้ จึงเป่าเพื่อบูชาไฟ ไฟเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่นมีการจุดตะไล บั้งไฟ เพื่อขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล หลังจากหลวงพ่อเป่าไฟ ญาติโยมก็เอาขี้เทียนที่หลวงพ่อเป่าในวันนั้น ไปใส่เป็นน้ำมนต์เพื่อไปรดน้ำมนต์เป็นสิริมงคลกับลูกหลาน กลับไปกิจการจะได้ดีขึ้น ที่เป่าคือใช้น้ำตาเทียนเป่า

ในพระธรรมวินัย ที่บอกว่าห้ามอวดอุตริมนุษยธรรม ตนเองก็ไม่ได้อวดอ้างอะไร เป่าเพื่อเป็นการอนุเคราะห์ สงเคราะห์ เพราะโยมขอร้อง ถือว่าข้อนี้ยังไม่ผิด ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดร้ายแรง แต่ถ้าในพระธรรมวินัย ศีลมี 227 ข้อ ข้อที่ห้ามคือปาราชิก 4 ก็ไม่ได้อยู่ในขั้นที่ว่าหนัก เป็นการสงเคราะห์ อนุเคราะห์คือสิ่งที่ประเสริฐ คือสิ่งที่ดีเป็นการให้กำลังใจญาติโยม มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป

ที่ผ่านมาเป่าให้โยม จากที่เจ็บแข้งเจ็บขาเขาก็หาย จึงถวายปัจจัยหลวงพ่อ หลวงพ่อก็เอาปัจจัยทั้งหมดไปสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่และโบสถ์วัดที่กำลังสร้าง และยังไม่เสร็จ รวมทั้งสร้างเมน เพื่อสืบทอดและจรรโลงศาสนาต่อไป หลวงพ่อกล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (9 ต.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดภายในอาคารพาณิชย์มีผู้บาดเจ็บ 7 ราย บริเวณ ซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 32 หมู่ 2 ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงประสานเจ่าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 5 ชั้น มี 10 คูหา ทึ่คูหาที่ 4 เป็นร้านซักอบรีด สภาพด้านหน้าร้านมีเศษวัสดุกระจายเต็มพื้น สภาพร้านพังยับ เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ติดอยู่ภายในอาคารเจ้าหน้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างเร่งช่วยเหลือ

เบื้องต้ น มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 7 รายเป็นเด็กชาย 2 ราย นำส่ง รพ.กรมชลประทาน ปากเกร็ด เป็นผู้ใหญ่เพศหญิง 5 ราย นำส่ง รพ.เวิลเมดดิคอลเซนต์เตอร์ 1 ราย รพ.มงกุฎวัฒนะ 2 ราย และรพ.กรมชลประทาน 2 ราย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดจากเครื่องอบผ้าภายในร้านระเบิด แรงระเบิดทำให้อาคารได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง โดยจะมีการประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานร่วมตรวจสอบต่อไป


จากกรณีนักเรียนแอบบันทึกภาพขณะผู้อำนวยการโรงเรียนนั่งผูกเชือกรองเท้าให้นักเรียน เผยแพร่ลงโซเชียล จนมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นชื่นชม และเป็นที่กล่าวขานถึงการกระทำดังกล่าวในวงกว้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (5 ก.ย.) ได้เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านมาบตาพุด ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ขอพบกับ นายสมควร ทองเรือง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านมาบตาพุด

แต่ปรากฏว่านายสมควรเดินทางเข้าปฏิบัติราชการในกรุงเทพ จึงได้พบกับครูและนักเรียนหลายคน เมื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียล ทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยเฉพาะนักเรียนที่ได้รับการผูกรองเท้าจากผอ. และนักเรียนที่เป็นผู้บันทึกภาพ ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

ด.ช.อภิรักษ์ อายุ 10 ปี เรียนชั้น ป.4/3 เปิดเผยว่า เช้าวันนั้นรีบมาโรงเรียน พอลงจากรถก็เดินเข้าประตูโรงเรียน เห็นผอ.ยังไม่ทันได้สวัสดี ผอ.ก็ตรงเข้ามาก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้ ผมรู้สึกตกใจเพราะไม่คิดว่าผอ.จะมีน้ำใจช่วยผูกรองเท้าให้นักเรียน ซึ่งปกติ ผอ.ก็ชอบดูแลความเรียบร้อย ชอบให้โรงเรียนสะอาด มีน้ำใจเป็นคนดีด้วย

นางสาวดวงกมล อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม.3 ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพ กล่าวว่า ที่จริงผอ.ทำมากกว่านี้อีก ไม่ใช่แค่ก้มลงผูกรองเท้าให้นักเรียน ท่านยังกวาดถนน เก็บขยะ ปลูกต้นไม้ แต่เราไม่ได้ถ่ายลง เราแค่อยากให้รู้ว่าข้าราชการดีๆ แบบนี้ยังมีอยู่ในโรงเรียน ไม่ใช่แค่พวกที่ไปตีเด็กนักเรียนแล้วก็ลงเผยแพร่

ด้าน นางสาวสุกัญญา อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม.3 กล่าวเสริมอีกว่า ผอ.สมควร ท่านเป็นแบบอย่างให้พวกเราชาวมาบตาพุดมาตลอด ท่านสอนเสมอ เรื่องการทำความดี สอนทุกวันหน้าเสาธง ท่านจะบอกจะสอน จะหาความรู้มาเติมเต็มให้กับพวกเรา ท่านเป็นครูที่ดีที่สุด ผอ.ทำทุกอย่าง เป็นทุกอย่าง เป็นทั้งครูทั้งภารโรง ท่านไม่เคยบ่นเลย ท่านสอนตลอดว่า การทำความดีต้องทำด้วยตัวเราเอง อย่าทำให้คนอื่นเห็นเพียงเพราะอยากดัง

ขณะที่ นางเสาวลักษณ์ อายุ 57 ปี ครูชำนาญการพิเศษ บอกว่า ผอ.ทำจริงๆ ผอ.จะทำอย่างนี้ทุกวันทุกเช้า และทุกเย็นที่จะต้องมารับเด็กหน้าประตูโรงเรียน และจะเก็บขยะ กวาดขยะ ทำเองทั้งหมด ฝนตกท่านจะกางร่มคอยรับเด็ก

ในวันที่ท่านผูกเชือกรองเท้าให้เด็กครูก็อยู่หน้าประตูโรงเรียนพอดี เพราะเป็นเวรประจำวัน เด็กเดินมา ผอ. ก็ก้มลงเลยผูกเชือกรองเท้าให้เด็ก เด็กเขาก็ตกใจ เขาก็ถอยหนี ผอ. ก็บอก มาๆ แล้ว ผอ. ก็ผูกให้จนเสร็จ ผอ.จะเป็นอย่างนี้ตลอด ท่านไม่เคยตีเด็ก คือถ้าทำโทษเด็ก ก็จะให้ไปเก็บขยะ ดูแลตัดต้นไม้ ถอนหญ้า ครูทำผิดก็ยังโดนให้ไปถอนหญ้า ท่านมีจิตใจดีรักต้นไม้ รักสัตว์

ด้าน นางวนิรดา อายุ 44 ปี ครูชำนาญการพิเศษ กล่าวว่าในเรื่องเพื่อนร่วมงาน ท่านเป็นผู้บริหารที่นั่งอยู่ในใจลูกน้อง จะคอยบอกตลอดว่า ตรงไหนดีไม่ดี ท่านจะบอกว่า ไม่ควรทำอย่างนี้นะ ให้คำแนะนำแล้วก็เป็นแบบอย่างที่ดี สิ่งที่ชอบในตัวท่าน คือท่านไม่เคยโกรธ ท่านจะนิ่งแล้วท่านก็จะบอกว่า เรียบร้อยหรือยัง พร้อมหรือยังที่จะคุยกัน ก็เป็นลักษณะของผู้ใหญ่ใจดี

จึงสืบทอดไปถึงนักเรียน ท่านเป็นคนที่มีความรู้กว้างมาก ทุกเช้าท่านจะศึกษาข้อมูลมาแล้วจะมาพูดกับเด็กหน้าเสาธงทุกวัน เรียกว่ามีคุณธรรม นำความรู้ ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ที่ท่านได้มอบให้โรงเรียนเรา เด็กอาจจะไม่เห็นผลในวันนี้ แต่ทุกวันนี้คิดว่า สิ่งที่ท่านทำทุกวันเป็นระยะเวลาหลายปี คิดว่ามันเกิดผลในวันนี้ ทุกคนจึงยอมรับในตัวท่านมาก เคารพ ศรัทธาในตัวท่านมาก

ทั้งนี้ โรงเรียนบ้านมาบตาพุดเป็นโรงเรียนในสังกัดเทศบาลมาบตาพุด เปิดสอนนักเรียนระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน 1,473 คน ครูจำนวน 80 คน โดยมีนายสมควร ทองเรือง อายุ 55 ปี เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน

คลังเก็บ