ป้ายกำกับ: ภูมิภาค


กองปราบ รวบแก๊ง”หลวงปู่เณรโต” อ้างอุตริมีญาณทิพย์หยั่งรู้อนาคต จัดสร้างวัตถุมงคลหาเงินเข้ากระเป๋า

(19 พ.ย.) ตำรวจกองปราบปราม นำกำลังเข้าจับกุม พระถนอมแสง หรือ หลวงปู่เณรโต อายุ 27 ปี ชาว จ.นครราชสีมา นางนวรัตน์ อายุ 70 ปี ชาว กทม. และ นายนดล หรือ ใหญ่ อายุ 53 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบัวใหญ่ ลงวันที่ 17 พ.ย. 2560 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยจับกุม พระถนอมแสง ได้ที่กุฏิพระภายในวัดเลียบราษฎร์บำรุง ย่านบางซื่อ

การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อ 2-3 ปี ก่อน พระถนอมแสง สมสวย หรือ หลวงปู่เณรโต ซึ่งขณะนั้นเป็นพระลูกวัดอยู่ที่ วัดบ้านบัวน้อย อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้มีพฤติการณ์อวดอ้างอุตริว่ามีญาณทิพย์หยั่งรู้เรื่องราวในอนาคตได้ ก่อนจะร่วมกับพวกอีก 2 คน คือนางนวรัตน์ แม่บุญธรรม ซึ่งอ้างว่าเป็นร่างทรงของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลอกลวงฉ้อโกงประชาชนโดยการจัดสร้างพระประทานสมเด็จพระเจ้าตากสิน และเหรียญหลวงปู่เณรโต สิริวัณโณ รุ่นที่ 1 ปล่อยให้ชาวบ้านเช่าบูชา ในราคาองค์ละ 2,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นการหารายได้เข้าบูรณปฏิสังขรณ์อาคารต่างๆ ภายในวัด ต่อมาชาวบ้านในละแวกดังกล่าว ทราบว่าหลวงปู่เณรโต นำเงินรายได้จากการจัดสร้างวัตถุมงคล ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จึงแจ้งความดำเนินคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บัวใหญ่ กระทั่งมีการออกหมายจับ

จากการสอบสวน นายถนอมแสง หรือ อดีตพระหลวงปู่เณรโต ได้ให้การปฏิเสธ และยืนยันว่าไม่เคยรอวดอุตริ อ้างว่ามีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ


พิจิตรน้ำยังท่วมสูง ชาวบ้านต้องนำศพแม่เฒ่าวัย 86 ปี เพื่อเคลื่อนศพจากบ้านไปวัดที่อยู่ห่างกว่า 1 กิโลเมตร อุ้มศพลุยน้ำบริเวณลานวัดที่น้ำยังท่วมสูง

(2 พ.ย.) สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตรยังคงมีน้ำท่วมสูงโดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำยม ส่งผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมโดยเฉพาะเมื่อมีผู้เสียชีวิต บรรดาญาติของ คุณยายชื้น คุณยายวัย 86 ปี ที่เสียชีวิตด้วยโรคชราออกจากบ้านตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ซึ่งถูกน้ำจากแม่น้ำยมเข้าท่วม เพื่อประกอบพิธีตามศาสนา

โดยการเคลื่อนศพเป็นไปด้วยความยากลำบากต้องใช้เรือหางยาวเป็นพาหนะในการเคลื่อนศพ และบรรดาญาติต้องใช้เรือหางยาวในการเดินทางเพื่อไปวัดย่านยาวซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผู้เสียชีวิตประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อประกอบพิธี โดยต้องใช้เวลาในการเดินทางกว่า 30 นาทีเมื่อเดินทางมาถึงวัด ชาวบ้านต้องอุ้มศพขึ้นจากเรือ ลุยน้ำบริเวณลานวัดที่ยังคงถูกน้ำท่วมเช่นกันเพื่อนำศพไปประกอบพิธีที่ศาลาธรรมสังเวชของวัด

จากคำบอกเล่าของ นางแสงเดือน เสือเสน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 กล่าวว่า คุณยายวัย 86 ปี ไม่มีครอบครัวอาศัยอยู่กับหลานชาย คุณยายจะเป็นคนชอบทำบุญถือศีล เมื่อคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 01.00 น.คุณยายเสียชีวิตด้วยอาการสงบ ญาติๆจึงนำศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี โดยการนำศพและญาติไปวัดต้องใช้เรือเป็นพาหนะเนื่องจากขณะนี้น้ำยังคงท่วมสูง

สำหรับการเคลื่อนศพจากบ้านที่ถูกน้ำท่วมเพื่อมาประกอบพิธีที่วัด นับเป็นความลำบากของประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งแตกต่างจากปกติที่ประชาชนจะนิยมประกอบพิธีศพของผู้เสียชีวิตที่บ้านของผู้เสียชีวิต และจะนำมาวัดในวันประกอบพิธีฌาปนกิจ แต่จากน้ำท่วม ทำให้ไม่สะดวกในการประกอบพิธี เนื่องจากผู้ที่มาร่วมงานเดินทางไม่สะดวกจึงเลือกที่จะใช้ศาลาธรรมสังเวชของวัด เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีแทน


มหาวิทยาลัยดัง จ.ชุมพร ที่เพิ่งมีข่าวหมาถูกวางยา 40 ตัว ล่าสุด หมาแสนรู้นอนเฝ้าเจ้าของหน้าห้องสอบ ตกตึกลงมาตายปริศนา

(1 ต.ค.) มีรายงานว่า แฟนเพจ WATCHDOG THAILAND ได้เผยเรื่องราวสุดเศร้า สุนัขแสนรู้ตามมาเฝ้านักศึกษาผู้เป็นเจ้าของที่เข้าสอบกลางภาค ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.ชุมพร ที่เพิ่งมีเหตุพบศพสุนัขถูกวางยาเบื่อตายเกลื่อน จู่ๆ สุนัขตัวนี้ก็ตกลงมาจากระเบียงหน้าห้องสอบชั้น 3 ลงนอนร้องทุรนทุรายก่อนสิ้นใจที่พื้น โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2560

ทั้งนี้ คณาจารย์และนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยชี้แจงข้อมูลว่าตามปกติเวลามีการสอบ อาจารย์คุมสอบและนักศึกษาก็จะนั่งสอบอยู่ในห้อง ขณะอาจารย์ที่เป็นประธานอำนวยการคุมสอบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็เดินสำรวจแต่ละห้อง นอกนั้นก็ไม่มีใครอื่นอีกเลย แต่สุนัขที่มานอนเฝ้าเจ้าของอยู่หน้าห้องสอบ กลับตกตึกจากชั้น 3 ลงมาตาย หลังจากนั้นยามก็เร่งมาเก็บศพหมาออกไป เจ้าของต้องติดตามหาว่าซากสุนัขถูกนำไปทิ้งที่ไหน และนำกลับมาฝังเรียบร้อย ก่อนเข้าแจ้งความที่ สภ.ปะทิว จ.ชุมพร

ล่าสุด ทาง WDT ประสาน พ.ต.อ. ประวิทย์ จันทบัตร ผกก.สภ.ปะทิว ชุมพร มอบหมาย พ.ต.ต. ธานินทร์ อินทระสระ สว.(สอบสวน) สภ.ปะทิว ชุมพร เป็นร้อยเวรเจ้าของคดี เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุและสืบหากล้องวงจรปิด พร้อมเตรียมสืบสวนสอบสวนพยานผู้เห็นเหตุการณ์

โดยเจ้าของยังระบุด้วยว่า “โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าคงไมใช่ผีผลักหรือตกลงมาเองหรอกครับ เนื่องจากจุดที่หมาผมตกลงมานั้นเป็นกำแพงสูงประมาณเกือบถึงหน้าอกผมเลย และคิดว่าหมาคงไม่กระโดดกำแพงได้ขนาดนั้นนะครับ ขนาดไว้หลังกระบะรถยนยังไม่กล้าลงมาเลย แต่ถึงยังไงก็ผิดที่พวกผมเองด้วย ที่ปล่อยให้หมาตามไปไม่ได้เอาไว้ในห้องจนเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น สุดท้ายก็ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ก็ขอให้น้องหลับให้สบายแล้วกันครับ”

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพิ่งมีข่าวคนใจร้ายลอบวางยาเบื่อสุนัขตายหมู่กว่า 40 ตัว ไปเมื่อไม่นานมานี้


จับตัวได้แล้ว โจรสองผัวเมียหัวย่องฉกพระพุทธรูปตามวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หลังชะล่าใจแอบย่องเข้าโจรกรรมพระพุทธรูปในวัดอีกสองแห่งในวันเดียวกัน ก่อนถูกพระสงฆ์และชาวบ้านล้อมจับตัวเอาไว้ได้แบบคาหนังคาเขา

(1 ต.ค.) เมื่อเวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก ร.ต.อ.ณัฐธเดชน์ ศักดิ์ธนาภักดี รองสารวัตรสอบสวน สภ.เข้าหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหินซ้อน สามารถเข้าทำการควบคุมตัวคนร้าย ซึ่งเป็นสามีภรรยาที่นำบุตรสาววัยเพียง 1 ขวบเศษมาบังหน้า และทำทีเข้าไปทำบุญไหว้พระตามวัดต่างๆ ก่อนที่จะแอบฉกขโมยพระพุทธรูปของทางวัด

เหตุเกิดในหลายท้องที่ จนถูกชาวบ้านล้อมจับกุมตัวเอาไว้ได้ พร้อมรถจักรยานยนต์คันที่ใช้ก่อเหตุ ในขณะที่พระสงฆ์ภายในวัดหนองปรือ ม.14 ต.เขาหินซ้อน เดินกลับจากบิณฑบาต มาพบเห็นสองสามีภรรยาและบุตรสาว ซึ่งจดจำรูปพรรณสัณฐานได้ หลังจากมีการนำเสนอข่าวผ่านทางสื่อ และมีการส่งแชร์ต่อกันผ่านทางโลกโซเชียล ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะพากันหลบหนีออกไป พระสงฆ์ได้ร้องเรียกชาวบ้านให้ช่วยกันล้อมจับไว้ได้

และหลังจากการตรวจค้นภายในกระเป๋าสะพาย ซึ่งเป็นใบเดียวกันกับที่เคยนำไปใช้ในการก่อเหตุที่วัดเกาะแก้วสุวรรณาราม ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม เมื่อ 4 วันก่อน จึงพบว่ามีพระพุทธรูปที่ถูกขโมยมาจำนวน 2 องค์ คือ พระพุทธรูปทองเหลืองหลวงพ่อโสธร ขนาดหน้าตักกว้าง 5 นิ้ว ของทางวัดหนองปรือ จำนวน 1 องค์ และพระพุทธรูปองค์ยืน ขนาดความสูง 5 นิ้วครึ่ง อีก 1 องค์ ที่ทั้งคู่แอบไปขโมยมาจากวัดหนองแสงแปลงมะนาว ในพื้นที่ ม.6 ต.เขาหินซ้อน ซึ่งอยู่ห่างจากวัดหนองปรือไปเพียงประมาณ 2 กิโลเมตร หลังจำนนต่อหลักฐาน คนร้ายก็คือ นายพร อายุ 29 ปี และ น.ส.จิราภรณ์ อายุ 26 ปี จึงให้การยอมรับสารภาพ

จากนั้นจึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองคน ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังวัดทั้งสองแห่ง พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ ที่เป็นพระพุทธรูป โดยใช้ยานพาหนะ ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวนดำเนินคดียังที่ สภ.เขาหินซ้อน ขณะที่เด็กหญิงวัย 1 ขวบเศษ ซึ่งเป็นบุตรสาวของทั้งสองคนนั้น ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้นำส่งให้ญาติๆ ของผู้ต้องหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการจับกุมตัวคนร้าย สองสามีภรรยาที่พาลูกน้อยวัยเพียง 1 ขวบเศษ เข้าไปขโมยพระพุทธรูปจากภายในวัดต่างๆ ได้แล้วนั้น ชาวบ้านบางคนถึงกับน้ำตาคลอด้วยความสงสารเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องและไร้เดียงสา แต่ก็ไม่มีใครสามารถช่วยเหลืออะไรได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.ท.รักเกียรติ โชติศักดิ์ พนักงานสอบสวน สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุคนผูกคอตายในบ้านแห่งหนึ่งใน อ.เมืองนครศรีธรรมราช จึงพร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลมหาราช และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยประชาร่วมใจ รุดไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อถึงบ้านเกิดเหตุพบว่าห้องนอนมีการล็อคประตูจากด้านใน เจ้าหน้าที่ จึงมองลอดช่องเข้าไปพบว่าที่ประตูนอกจากจะลงกลอนแล้วยังมีการตะปูกว่า 10 ตัว เจ้าหน้าที่ จึงต้องใช้เหล็กงัดประตูใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสามารถเปิดออกได้

จากตรวจสอบภายในห้องนอน พบศพ น.ส.ยุพาพร อายุ 26 ปี สภาพศพใช้ผ้าขนหนูผูกคอกับขอบหน้าต่าง เสียชีวิตในลักษณะยืนหลังพิงผนังห้อง สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวแขนยาว นุ่งกางเกงขายาวรัดรูปสีดำ มีผ้าขาวจำนวน 1 ผืนที่เปื้อนเลือด และมีการเขียนข้อความด้วยเลือดและปากกาสีน้ำเงินผูกติดกับผ้าขนหนูที่ใช้ผูกคอ สภาพใบหน้าและลำคอเขียวคล้ำที่แขนทั้งสองข้างมีรอยกรีดด้วยมีดคัดเตอร์เป็นแผลฉีดขาดคราบเลือดเปรอะเปื้อน และมีดคัตเตอร์ขนาดเล็กเปื้อนเลือดวางอยู่ 1 เล่ม คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 8-10 ชั่วโมง

นอกจากนี้ยังพบจดหมายเขียนในกระดาษอีก 2 แผ่น ติดไว้ข้างขวาฝาผนังห้อง และมีภาพถ่ายของผู้ตายพร้อมภาพญาติๆ สนิท รวมทั้งแฟนหน้าตาดีแปะติดผนังห้องนอนพร้อมเขียนข้อความต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก
และยังพบใบแสดงผลการตรวจการตั้งครรภ์ ระบุเบื้องต้นว่า น.ส.ยุพาพร ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3-4 เดือน รวมทั้งใบนัดแพทย์ ยาบำรุง และยาอีกหลายชนิดอยู่ในห้อง หลังชันสูตรศพญาติๆ ไม่ติดใจการตายของ น.ส.ยุพาพร และขอรับศพนำกลับไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้านเดิมใน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

จากการสอบสวนญาติของ น.ส.ยุพาพร ได้ความว่า ผู้ตายเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวยและน่ารัก มีชายหนุ่มมาติดพันหลายคน แต่ได้คบหากับชายหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่งและมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งจนตั้งครรภ์ ทางญาติทั้งสองฝ่าย จึงเจรจาตกกันกันว่าจะให้ญาติๆ ทางฝ่ายผู้ชายมาสู่ขอตามประเพณีในวันนี้

เมื่อใกล้ถึงวันนัดมาสู่ขอน้องฝน ก็มีเรื่องทะเลาะกับแฟนหนุ่มอย่างรุนแรง และเก็บตัวเงียบในห้อง กระทั้งรุ่งเช้าญาติไปเคาะประตูเรียกให้ตื่นเพื่อเตรียมตัวต้อนรับแฟนหนุ่มและญาติที่จะมาสู่ขอ แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบ จึงมองลอดช่องรอบแตกประตูตรวจสอบภายในห้อง ก็พบว่าน้องฝนผูกคอตายกับขอบหน้าต่างเสียชีวิต จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้มาตรวจชันสูตรพลิกศพ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบข้อความในจดหมาย ทั้งที่เขียนด้วยเลือดและปากกาสีน้ำเงินบนผ้าขาว รวมทั้งเขียนในกระดาษอีก 2 แผ่น พบข้อความในลักษณะอาฆาตมาดร้ายกับคนที่ทำร้ายจิตใจ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน


ร.ต.อ. อัศวิน พรมนอก รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชัยภูมิได้รับแจ้ง ว่ามีเหตุวัยรุ่นตีกันและมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

บริเวณโซนหน้าร้านขายเสื้อผ้ามือสอง ถนนข้าวสวย ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จึงรุดไปตรวจที่เกิดเหตุ พร้อมหน่วยกู้ภัยสว่างคุณธรรมชัยภูมิ และ แพทย์เวรโรงพยาบาลชัยภูมิ

ในที่เกิดเหตุ พบร่างผู้เสียชีวิตเป็นชายวัยรุ่น 1 รายอายุประมาณ 17-25 ปี สวมเสื้อสีแดงแขนสั้น กางเกงยีนขายาว อยู่ในสภาพนอนหงายจมกองเลือด ใบหน้ายุบกะโหลกแตก คล้ายถูกของแข็งทุบตี ข้างกันในที่เกิดเหตุยังพบก้อนหินและก้อนอิฐ ขนาดใหญ่จำนวนหลายก้อน ตกอยู่บริเวณรอบกายผู้เสียชีวิต ตรวจสอบร่างพบสร้อยคอทองคำหนึ่งเส้น กระเป๋าเงินภายในมีบัตรประชาชนและบัตรนักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิค ชั้นปวช.ปีที่ 3 และเงินสดอีก 240 บาท ทราบพบชื่อต่อมาคือ นาย นัฐพล อายุ 21 ปี

โดยเบื้องต้นสอบถาม น.ส.หนูน้อย อายุ 18 ปี เพื่อนสาวของผู้ตาย ให้การว่าตนพร้อมผู้ตายและเพื่อนอีก 5 คน ได้มานั่งดื่มกินในสถานบันเทิงดังแห่งหนึ่งใกล้ๆกับที่เกิดเหตุ จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาปิด ตนและผู้ตายได้ขับรถ จยย.ของผู้ตายออกจากร้านดังกล่าวเพื่อจะกลับหอพัก แต่พอออกมาถึงหน้าลานจอดรถ ก็มาเจอกับวัยรุ่นจำนวนมากจอดรถทำท่าทางเหมือนจะคอยผู้ตายอยู่ ตนและผู้ตาย จึงได้รีบขับรถจักรยายนต์ออกมาอย่างเร่งด่วนเพราะรู้ลึกว่าสถานการณ์เริ่มจะไม่ดีแล้ว เพราะตนจำได้ดีกว่ากลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดคือรุ่นพี่สถาบันเดียวกัน ท่าทางไม่พอใจที่เห็นตนกับผู้ตายมาด้วยกัน ตนจึงแยกย้ายกับเพื่อนเพื่อกลับหอพัก

จนกระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุ ได้มีรถ จยย.ขับมาอย่างเร็วและใช้เท้าถีบรถของผู้ตายรถเสียหลักล้มลงกลางถนน และมีชาย 2 คนวิ่งเข้ามาทุบตีผู้ตายขณะล้มผู้ตายจึงลุกสู้ แต่ขณะนั้นเองได้มีกลุ่มวัยรุ่นขับรถ จยย.เข้ามาสมทบและรุมทำร้ายผู้ตายอีกกว่า 10 คน จนผู้ตายนอนนิ่งตนและเพื่อนจึงร้องตะโกนขอร้องอย่าทำร้ายผู้ตายเลยพอแล้ว แต่กลุ่มรุ่นพี่สถาบันเดียวกันกลับไม่ยอมฟังเสียง ต่างใช้อุปกรณ์ที่หาได้ในบริเวณนั้นเช่นก้อนหิน อิฐ ไม้ ขนาดใหญ่ เข้าทุบตีอย่างบ้าคลั่งจนสมใจแล้วก็ได้พากันหลบหนีหายไปอย่างรวดเร็วด้วย

ขณะที่นางทุเรียน อายุ 51 ปี แม่ของผู้ตายได้รับทราบข่าวจากจนท. จึงรีบมาดูที่เกิดเหตุ เมื่อพบว่าเป็นลูกชายคนเดียวของตนถึงกับร้องไห้โฮโผเข้ากอดร่างอันไร้วิญญาณของลูกชาย เป็นที่สลดแก่ผู้พบเห็นอย่างมาก

เบื้องต้น ตำรวจได้ตั้งข้อสันนิฐานว่าผู้ตายเสียชีวิตลงเนื่องจากถูกของแข็งทำร้ายทุบตีจนเสียชีวิต โดยพยานได้ให้การเป็นประโยชน์ต่อคดีและรู้ตัวหนึ่งในกลุ่มผู้กระทำความผิดแล้ว ซึ่งขณะทางชุดสืบสวนกำลังอยู่ระหว่างติดตามตัวมาให้การ โดยแรงจูงใจในการก่อเหตุนั้นคาดว่าอาจมาจากกลุ่มรุ่นพี่ร่วมสถาบันเดียวกันเขม่นรุ่นน้องที่พาผู้หญิงที่ตนชอบมาเที่ยวด้วย แต่อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ จะสอบสวนพยานผู้เห็นเหตุการณ์โดยจะรวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อความจัดเจนอีกครั้งด้วยต่อไป ก่อนมอบที่ จนท.จะมอบร่างผู้เสียให้กับทางสถาบันนิติเวช จ.ขอนแก่น เพื่อชันสูตรหาหลักฐานเพิ่มเติมครั้งนี้ต่อไป


จากกรณีที่ พบศพหญิงสาววัย 15 ปีนอนเสียชีวิตเปลือยท่องล่างในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง ในซอยไปรษณีย์ ต.บ้านใต้ เขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ต่อมาตำรวจได้จับกุม นายดนัย อายุ 34 ปี และ นายพิบูลย์ศักดิ์ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันพรากผู้เยาว์ซึ่งมีอายุกว่า 15 ปีแต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และอีกข้อหาคือ พาหญิงที่มีอายุ15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี โดยหญิงนั้นเต็มใจหรือไม่ก็ตามพาไปเพื่อการอนาจาร นำตัวมาสอบสวน

ล่าสุด (25 ส.ค.) พล.ต.ต.คำรณ บุญเลิศ ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี เปิดเผยเกี่ยวกับความคืบหน้าการสอบสวนว่า พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนทั้งสองคน ในประเด็นเกี่ยวกับยาเสพติดและอุปกรณ์เสพยาบ้าที่พบในห้องที่เกิดเหตุ จึงนำตัวทั้งสองคนไปตรวจหาสารเสพติด พบว่า มีสารเสพติดในร่างกาย จึงแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มอีก 2 ข้อหา คือมีสารเสพติดในร่างกายและร่วมกันครอบครองยาบ้าของกลางที่พบในที่เกิดเหตุ

ส่วนการตรวจพิสูจน์สาเหตุการที่น้องผู้หญิงที่เสียชีวิต ต้องรอผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ที่นำศพส่งสถาบันนิติเวชให้ตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตในครั้งนี้ต่อไป และได้กำชับทางพนักงานสอบสวนให้สอบสวนในทุกประเด็น ทั้งเรื่องยาเสพติด ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องหากับผู้ตาย ซึ่งเราต้องให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ด้านมารดาของผู้เสียชีวิต พร้อมญาติได้จัดสถานที่ตั้งศพที่บ้านพักใน ต.แก่งเสี้ยน อ.เมืองกาญจนบุรี โดยผู้เป็นแม่ ได้เปิดใจว่า รู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็มีข้อสงสัยหลายประการ ประการแรกทำไมลูกต้องตายในโรงแรม ทั้งที่มีคนพูดกับทางญาติว่า ลูกสาวไปพักกับ 1 ใน 2 ผู้ต้องหา เป็นเดือนแล้ว แต่วันเกิดเหตุกลับเป็นที่โรงแรม เชื่อว่าน่าจะเป็นการตายที่ไม่ปกติ แต่ต้องรอผลการผ่าพิสูจน์จากรพ.ตำรวจก่อน

โดยวันนี้ได้เดินทางไปที่รพ.ศูนย์ราชบุรี แต่ทางรพ.ศูนย์ไม่รับผ่า โดยบอกว่าได้แจ้งประสานกับทางพนักงานสอบสวนไปแล้ว จึงต้องไปที่รพ.ตำรวจ แต่เอกสารจากทางพนักงานสอบสวนไม่เรียบร้อยจึงต้องรอ และน่าจะมีการผ่าศพได้ในวันนี้ (26 ส.ค.) ตนยอมรับในผลการตรวจพิสูจน์ หากพบว่ามีเป็นการกระทำให้เสียชีวิต ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

ส่วนตัวยอมรับว่า ตนเลี้ยงลูกมาแบบเหมือนเป็นเพื่อน มีการพูดคุยทางโทรศัพท์ทุกวัน ขนาดคืนก่อนที่พบศพ คือวันที่ 23 ส.ค. เวลา 21.55 น. ตนยังได้พูดคุยโทรศัพท์กับลูกอยู่เลย ยังถามเขาว่าอยู่ไหน เขาก็บอกว่าอยู่กับรุ่นพี่ที่มีเมีย ไม่มีอะไร เขายังบอกว่าเขาเจ็บไหล่ที่เขาเกิดอุบัติเหตุรถชน เขาขอเงินไปซื้อยาทาน เราก็ยังโอนให้ 300 บาท ดังนั้นการให้ปากคำของผู้ต้องหาเกี่ยวกับเวลาที่บอกกับตำรวจตามที่เป็นข่าว ทำให้เราสงสัย เพราะเท่าที่ทราบว่ามีผู้ต้องหาบางคนให้การว่ามีการร่วมหลับนอนด้วย จึงทำให้สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาว คงต้องรอผลการสอบสวน

ต่อมาเวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาญจนบุรี ได้นำตัว 2 ผู้ต้องหาไปเก็บหลักฐานดีเอ็นเอกับตำรวจวิทยาการ นอกจากนั้น ก็นำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บริเวณที่เกิดเหตุ ห้องพักเลขที่ 9 ที่ๆ พบศพ โดยใช้เวลาเพียง 20 นาที จึงนำตัวกลับไปที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี.


จากกรณีที่แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวสองแม่ลูกรุมทำร้าย และนำน้ำร้อนราด ‘เจ๊แหม่ม ชาไข่มุก’ ได้รับบาดเจ็บสาหัสมีแผลพุพองทั่วร่างกาย หลังเกิดเหตุมีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ขณะที่สองแม่ลูกร้ายก๋วยเตี๋ยวรุมทำร้ายและใช้น้ำร้อนราดร่างของ “เจ้แหม่มชานมไข่มุก” เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ที่บ้านเช่าหลังวัดแจ้งวรวิหาร ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช นางรัตนา บุญทา อายุ 43 ปี หรือ เจ๊แหม่ม ชาไข่มุก เปิดเผยว่า หลังจากตนนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราช นาน 1 เดือนครึ่ง และแพทย์ก็อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลมหาราช มาพักฟื้นที่บ้าน แผลพุพองบางส่วนแห้งสนิทเหลือเป็นรอยแผลเป็น อย่างไรก็ตามบริเวณต้นขา หน้าท้องแผลยังไม่หายต้องใช้ผ้าก็อซพันไว้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ส่วนอาการเจ็บปวดยังมีอยู่ โดยเฉพาะกลางคืนตนเจ็บปวดจนนอนไม่หลับต้องกินยานอนหลับทุกคืน และต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง ตนยังไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพขายชาไข่มุกหารายได้ หลังจากนี้ทางแพทย์โรงพยาบาลมหาราช อาจจะส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อให้แผลหายเป็นปกติ ครอบครัวตนได้รับความลำบากมาก เงินที่เก็บออมไว้นำมาใช้จ่ายรักษาตัวหมดแล้ว ต้องไปหยิบยืมเงินเพื่อนบ้านมาใช้จ่ายในครอบครัว

หลังเกิดเหตุสองแม่ลูกคู่กรณีไม่เคยสนใจเหลียวแลให้การช่วยเหลือตนแม้แต่น้อย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตนและสองแม่ลูกคู่กรณีไปพบเพื่อเจรจาชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้น ตนเรียกค่าเสียหายไป 5 แสนบาท แต่สองแม่ลูกจะจ่ายแค่ 50,000 บาทเท่านั้น ตนจึงขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการคดีไปตามกระบวนการและขั้นตอนกฎหมาย โดยพนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีกับสองแม่ลุกคู่กรณีในข้อหา “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส” ซึ่งพนักงานสอบสวนจะรวบรวมสำนวนส่งอัยการในเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ตนไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหายมากเกินไป สองแม่ลูกน่าจะเอ็นดูสงสารตนบ้าง ทั้งสองรุมทำร้ายตนเหมือนตนไม่ใช่มนุษย์ หลังรุมทุบตี จิกผม จนตนล้มลุกคลุกคลาน สองแม่ลูกยังกระทืบซ้ำและใช้น้ำร้อนราดทั่วร่างกายตน จนเป็นพุพองทั่วร่างกายบาดเจ็บสาหัส ต้องนอนรักษาตัว 1 เดือนครึ่ง แม้แพทย์จะให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วแต่คงอีกรักษาต่อเนื่องอีกหลายเดือนจึงจะหายเป็นปกติ และสามารถเริ่มทำงานได้

โดยสองแม่ลูกบอกว่าหากตนเรียกค่าเสียหายมากถึง 5 แสน เขาเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปจ้างทนายสู้คดีจะดีกว่า เท่ากับว่าสองแม่ลูกไม่ได้มีสำนึกในการกระทำเลย เขาคิดว่าเขาจะสู้คดีจนพ้นผิดได้หรือ พยานหลักฐานโดยเฉพาะคลิปที่เหตุการณ์ที่ทั้งสองกระทำกับตนชัดเจนมาก หากเขาทั้งสองสำนึกในความผิดจริงที่ทำกับตน ตนก็พร้อมที่จะเรียกค่าเสียน้อยกว่า 5 แสนก็ได้

คลังเก็บ